เปลี่ยนออฟฟิศเสียงดังให้เงียบ: คู่มือเลือกกระจกกันเสียงจากการวัดจริง

เคยไหมครับ? นั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศที่ดูทันสมัย มีกระจกบานใหญ่โปร่งโล่ง แต่มักจะเสียสมาธิเพราะเสียงรถยนต์จากถนน เสียงไซเรน หรือแม้แต่เสียงคุยกันจากโซนต้อนรับที่ดังทะลุเข้ามา

หลายองค์กรพยายามแก้ปัญหานี้ด้วยการ "เปลี่ยนกระจกให้หนาขึ้น" แต่กลับพบว่าเสียงยังดังเท่าเดิม นั่นเป็นเพราะการแก้ปัญหาเสียงต้องอาศัยหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ความรู้สึก ในบทความนี้ SMG
จะพาคุณไปทำความเข้าใจขั้นตอนการเลือก "กระจกกันเสียง" ที่ถูกต้องที่สุด เริ่มต้นจากการใช้ข้อมูลจริง เพื่อการลงทุนที่คุ้มค่าและแก้ปัญหาได้ตรงจุด

ทำไมกระจกเดิมถึงเอาไม่อยู่? เข้าใจหลักการเดินทางของเสียง

เสียงเดินทางผ่านการสั่นสะเทือนของอากาศ เมื่อคลื่นเสียงจากถนนวิ่งมาชนกระจก มันจะทำให้กระจกสั่น และส่งต่อการสั่นนั้นเข้ามาเป็นเสียงภายในห้อง

กระจกธรรมดา (Float Glass) ทั่วไปที่มีความหนา 6 มม. แม้จะดูแข็งแรง แต่มีค่าการกันเสียง หรือ STC (Sound Transmission Class) อยู่เพียงประมาณ 29-31 เท่านั้น
ซึ่งไม่เพียงพอที่จะกั้นเสียงการจราจรที่หนาแน่น (ซึ่งอาจสูงถึง 75-80 dB) การเพิ่มความหนากระจกเพียงอย่างเดียวช่วยได้น้อยมากในทางอะคูสติก

ขั้นตอนที่ 1: อย่าเพิ่งซื้อ! เริ่มที่การ "วัดเสียง" เพื่อหาต้นตอ (The Measurement Phase)

หัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาเสียงคือ "Data" การรู้แค่ว่า "เสียงดัง" ไม่เพียงพอ เราต้องรู้ว่า "ดังเท่าไหร่" เพื่อจะออกแบบเกราะป้องกันได้ถูก

ทีมผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้เครื่องวัดระดับเสียง (Sound Level Meter) ที่ได้มาตรฐาน ทำการวัดตามโปรโตคอลดังนี้:

  1. วัดเสียงที่แหล่งกำเนิด (Source): เปิดหน้าต่างออกไปวัดเสียงภายนอกในช่วงเวลาที่ดังที่สุด (Peak Hour) เช่น ช่วงเช้าหรือเย็น เพื่อหาค่าความดังสูงสุดที่อาจเกิดขึ้น ()

  2. วัดเสียงภายในปัจจุบัน (Receiver): ปิดหน้าต่างให้สนิท แล้ววัดเสียงในตำแหน่งที่นั่งทำงานจริง เพื่อดูประสิทธิภาพของผนังและกระจกชุดเดิม ()

  3. หาเป้าหมายที่ต้องการ (Target): กำหนดว่าห้องนี้ต้องการความเงียบระดับไหน เช่น

    • ห้องทำงานทั่วไป: 40-45 dBA

    • ห้องประชุมสำคัญ/ห้องผู้บริหาร: 35-40 dBA

      ขั้นตอนที่ 2: เปลี่ยนค่าที่วัดได้ เป็นสเปกกระจก (Calculation & Selection)

      เมื่อได้ข้อมูลตัวเลขจริง เราจะนำมาคำนวณหาค่า STC ที่เหมาะสมของกระจกชุดใหม่ได้ โดยใช้หลักการง่ายๆ คือ:

      ค่ากันเสียงที่ต้องการ (Required STC) ≈ เสียงภายนอก () - เสียงเป้าหมายในห้อง (Target)

      ตัวอย่าง: หากวัดเสียงถนนได้ 75 dB และต้องการให้ห้องเงียบเหลือ 35 dB คุณต้องการระบบผนังกระจกที่มีค่า STC อย่างน้อย 40 (และควรเผื่อ Safety Factor อีก +5 สำหรับหน้างานจริง เป็น STC 45)

      เลือกกระจกชนิดไหนดี?

      เมื่อทราบค่า STC เป้าหมายแล้ว เราจึงมาเลือกชนิดกระจก:

    • สำหรับเสียงรบกวนทั่วไป (STC 35-39): แนะนำ "กระจกลามิเนต" (Laminated Glass) หัวใจสำคัญคือชั้นฟิล์ม PVB ตรงกลางที่ทำหน้าที่เหมือนโช้คอัพ
      ช่วยดูดซับแรงสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงได้ดีกว่ากระจกแผ่นเดียวอย่างมาก

    • สำหรับเสียงดังมาก หรือต้องการความเป็นส่วนตัวสูง (STC 40-50+): แนะนำ "กระจกลามิเนตแบบพิเศษ" (Acoustic Laminated Glass)
      ที่ใช้ฟิล์มกันเสียงโดยเฉพาะ หรือใช้ระบบ กระจกฉนวนสองชั้น (Insulated Glass Unit - IGU) ที่มีการผสมผสานกระจกลามิเนตที่มีความหนาต่างกัน
      (Asymmetric Thickness) เข้าไปเพื่อทำลายจังหวะคลื่นเสียง

      จุดตายที่หลายคนมองข้าม: ระบบเฟรมและรอยรั่ว (The Weakest Link)

      มีลูกค้าหลายรายซื้อกระจกสเปกเทพ STC 50 แต่ติดตั้งเสร็จแล้วเสียงยังดังอยู่ สาเหตุ 90% เกิดจาก "รอยรั่วตามขอบ" (Flanking Transmission)

      จำไว้ว่า "ที่ไหนอากาศผ่านได้ ที่นั่นเสียงผ่านได้" การติดตั้งกระจกกันเสียงจึงต้องให้ความสำคัญกับ:

    • ระบบเฟรม (Frame): ต้องแข็งแรง ไม่บิดตัวง่าย และมีระบบซีลยางกันเสียง (Acoustic Seal) รอบทิศทาง

    • การยาแนว: รอยต่อระหว่างเฟรมกับผนังปูนต้องใช้วัสดุยาแนวกันเสียง (Acoustic Sealant) อุดให้เต็ม ห้ามมีรูเข็มแม้แต่นิดเดียว

      สรุป: ลงทุนกับความเงียบ เริ่มต้นด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง

      การลงทุนปรับปรุงอาคารเพื่อลดเสียงรบกวน ไม่ใช่แค่การซื้อวัสดุ แต่คือการซื้อ "โซลูชัน" ที่ผ่านการวิเคราะห์มาแล้ว การใช้เครื่องวัดเสียง
      และคำนวณตามหลักการข้างต้น จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่ากระจกที่เลือกนั้นจะแก้ปัญหาได้จริง ไม่เสียเงินซ้ำซ้อน

      ที่ SMG เราให้ความสำคัญกับกระบวนการคิดเชิงวิศวกรรมก่อนการติดตั้ง หากคุณกำลังเจอปัญหาเสียงรบกวนในโครงการ
      ปรึกษาเราเพื่อให้ทีมงานเข้าไปประเมินและวัดค่าเสียงหน้างานจริงได้ทันที ลูกค้าสามารถ คำนวณสเปกกระจกกันเสียง ได้ที่นี่